Blog > การตลาด > 【การตลาด】ส่องเทรนด์ธุรกิจร้านอาหารวีแกน-มังสวิรัติยังน่าลงทุนอยู่ไหม ?  

【การตลาด】ส่องเทรนด์ธุรกิจร้านอาหารวีแกน-มังสวิรัติยังน่าลงทุนอยู่ไหม ?  

Khun Big 18 ม.ค. 2024 02:19


ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพถือเป็นกระแสมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตขึ้นสูงมากในปัจจุบัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งหนึ่งในเทรนด์การกินเพื่อสุขภาพที่มาแรงเลยก็คือการงดเว้นจากเนื้อสัตว์ผ่านกินวีแกนหรือการกินมังสวิรัติ แล้วถ้าเกิดว่าเราอยากจะกระโจนลงมาทำธุรกิจร้านอาหารวีแกนหรือาหารกลุ่มมังสวิรัติในตอนนี้ยังน่าสนใจและคุ้มที่จะลงทุนหรือไม่บทความนี้เราจะพาคุณไปส่องความแตกต่างและเทรนด์ธุรกิจอาหารวีแกนและอาหารมังสวิรัติกัน ว่าแตกต่างกันแบบไหน มีแนวโน้มการเติบโตอย่างไร  อ่านจบแล้วน่าจะพอเห็นคำตอบและโอกาสในธุรกิจนี้กันมากขึ้น

แนวโน้มเทรนด์ธุรกิจอาหารวีแกนและมังสวิรัติ

 
การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพโดยเน้นที่การหันมาบริโภคพืชผักผลไม้และงดการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงมากดังจะเห็นในช่วงหลายปีให้หลังมานี้ว่าร้านอาหารคลีนอาหารเพื่อสุขภาพผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ดเพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยแนวโน้มของกลุ่มผู้บริโภควีแกนจากทั่วโลกนั้นเพิ่มสูงขึ้นถึง 987% ในปี 2560 จนในปี 2561 มีมูลค่าตลาดถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตถึง 200,000 ล้านบาทในปี 2566 โดยหากพิจารณาเฉพาะในไทยจากสถิติในปี 2562 มีประชากรที่บริโภคอาหารวีแกนและมังสวิรัติมากถึง 2.3 ล้านคน เลยทีเดียว

การประกอบธุรกิจอาหารมังสวิรัติและอาหารวีแกนจึงดูจะมีอนาคตที่สดใสแน่นอน ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีทางอาหารได้ผลิต Plant-Based หรือโปรตีนจากพืชขึ้นมาทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แทบจะไม่ต่างจากเนื้อสัตว์เลย เราสามารถนำมาปรับประยุกต์ทำเมนูอาหารได้หลากหลาย



ความต่างของธุรกิจอาหารวีแกน มังสวิรัติ และ เจ

ส่วนความแตกต่างของธุรกิจอาหารวีแกนกับมังสวิรัตินั้นก็คือ

--วีแกน คือ ไม่บริโภคทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากสัตว์แบบเคร่งครัด ทั้งเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มาจากสัตว์
--มังสวิรัติ คือ งดรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ยังรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ได้
--เจ คือ คนที่รับประทานเจนอกจากจะงดเนื้อสัตว์และผลิตถัณฑ์จากสัตว์แล้วเจงดรับประทานผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ กระเทียม หัวหอม กุยช่าย กระเทียมโทนจีน และใบยาสูบ
 
ดังนั้น ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจร้านอาหารวีแกนหรือมังสวิรัติต้องตอบตัวเองให้ชัดก่อนว่าจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน เพราะหากคุณเจาะกลุ่มวีแกนเท่ากับว่าทุกอย่างในร้านของคุณต้องปลอดจากสัตว์ 100% แต่ถ้าเน้นเจาะกลุ่มคนกินมังสวิรัติคุณก็จะพลาดกลุ่มลูกค้าที่เป็นวีแกนหรือกินเจไปเลย ซึ่งเราแนะนำว่าให้เจาะกลุ่มลูกค้าวีแกนไปเลยตั้งแต่แรก เพราะยังไงแล้วก็สามารถใช้โปรตีนจากพืชหรือ Plant-Based ทดแทนเนื้อสัตว์ในทุก ๆ เมนูอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่รับประทานเจแนะนำให้ลูกค้าระบุทุกครั้งเราจะได้งดเว้นผักฉุนทั้ง 5 ชนิดไม่นำมาปรุงอาหารเสิร์ฟลูกค้า

กลุ่มลูกค้าในธุรกิจอาหารวีแกนและมังสวิรัติ

หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าการธุรกิจอาหารวีแกนหรือทำร้านอาหารเจ-มังสวิรัตินั้นจะต้องไม่ค่อยมีลูกค้าแน่ ๆ เลย หรือมีก็จะมีเฉพาะกลุ่มไม่สามารถขายกลุ่มลูกค้าทั่วไปให้แมสได้เหมือนขายอาหารปกติ หรือไม่ก็จะขายดีในช่วงเทศกาลกินเจซึ่งมีแค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายหลักในธุรกิจอาหารวีแกนนั้นมีหลากหลายมากตั้งแต่กลุ่มลูกค้าทั่วไป กลุ่มลูกค้าคนรักสุขภาพ กลุ่มลูกค้าสายมู และกลุ่มลูกค้าเฉพาะ ซึ่งเราสามารถทำการตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้เพื่อสร้างรายได้ในธุรกิจอยู่รอดอย่างมั่นคงได้