Blog>ฟีเจอร์>ขายพร้อมกันบน Shopee, Lazada, TikTok Shop คำนวณกำไรยังไง? รู้กำไรจริงของร้านค้าและสินค้าใน BigSeller

ขายพร้อมกันบน Shopee, Lazada, TikTok Shop คำนวณกำไรยังไง? รู้กำไรจริงของร้านค้าและสินค้าใน BigSeller

Gloria03 ก.ค. 2026 09:08Copy link & title

ทุกสิ้นเดือน ผู้ขายหลายคนนั่งดูตัวเลขรายได้บนหลังบ้านแล้วรู้สึก "ดูเหมือนจะโอเค" แต่พอเปิดบัญชีธนาคารกลับพบว่าเงินเหลือน้อยกว่าที่คิดไว้มาก

จากนั้นก็เริ่มกระบวนการที่ทุกคนคุ้นเคยดี: เปิด Shopee Seller Center, Lazada Seller Center, TikTok Shop Seller Center สามแท็บพร้อมกัน ดาวน์โหลดรายงานหลายชุด เอามารวมใน Excel ทำอยู่สองสามวัน และในที่สุดก็ยังตอบคำถามง่ายๆ สองข้อนี้ไม่ได้อยู่ดี:

ร้านไหนกำลังทำเงินอยู่จริงๆ? สินค้าตัวไหนที่ขายไปแล้วกำไรจริงๆ?

นี่ไม่ใช่ปัญหาของคุณคนเดียว และมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณไม่ขยันพอ


 

ทำไมกำไรถึงยิ่งคิดยิ่งงง: 4 จุดที่ผู้ขายหลายแพลตฟอร์มติดขัด

จุดที่ 1 — ค่าใช้จ่ายมีหลายประเภท คนละชื่อ คนละแพลตฟอร์ม

รายได้และค่าใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มไม่ได้มาครบในตัวเลขเดียว ค่าคอมมิชชัน, ค่าธรรมเนียมการทำรายการ, ค่าบริการ, ค่าการตลาด, ค่าธรรมเนียมการคืนสินค้า — แต่ละแพลตฟอร์มเรียกชื่อต่างกัน คิดต่างกัน และรอบการจ่ายก็ต่างกันอีก

TikTok Shop ออเดอร์เดียวอาจมีรายการค่าธรรมเนียมหลายสิบรายการ ทั้งค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม ค่าคอมมิชชั่นครีเอเตอร์ ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าจัดส่งที่แพลตฟอร์มสนับสนุน ค่าหักเมื่อมีการคืนสินค้า รายการเหล่านี้กระจายอยู่ในบัญชีหลายรอบ

ผลคือ: รู้แค่ว่า "น่าจะกำไร" แต่บอกไม่ได้ว่า "กำไรเท่าไหร่"
 

จุดที่ 2 — ออเดอร์เยอะ ตรวจสอบทีละอันไม่ไหว

ตอนออเดอร์น้อย ยังพอใช้มือไล่ดูบัญชีได้ แต่พอออเดอร์ขึ้นมาวันละหลายร้อยหรือพันรายการ การตรวจสอบด้วยมือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ ผู้ขายส่วนใหญ่เลยเลิกตรวจสอบอย่างละเอียด แล้วหันมา "ดูแค่คร่าวๆ ทุกสิ้นเดือน"

ผลคือ: ออเดอร์ที่ขาดทุนอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่รู้ตัว และออเดอร์ที่กำไรดีก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงดี
 

จุดที่ 3 — ต้นทุนและค่าใช้จ่ายกระจายอยู่คนละที่

ต้นทุนสั่งซื้อสินค้าอยู่ในใบสั่งซื้อ, ค่าขนส่งอยู่ในบัญชีขนส่ง, ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอยู่ในหลังบ้าน, ค่าวัสดุแพ็คและค่าเช่าออฟฟิศอยู่ในบันทึกออฟไลน์ การรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันและกระจายลงไปยังแต่ละออเดอร์และสินค้า ล้วนต้องทำด้วยมือทั้งนั้น

ผลคือ: คำนวณกำไรจริงต่อสินค้าแต่ละตัวไม่ได้ การเลือกสินค้าจึงยังต้องพึ่งสัญชาตญาณ
 

จุดที่ 4 — การคืนสินค้าทำให้กำไรยิ่งติดตามยากขึ้น

เมื่อออเดอร์มีการคืนสินค้าหรือคืนเงิน ไม่ใช่แค่รายได้ที่หายไป แต่ค่าขนส่งและค่าคอมมิชชั่นอาจต้องคำนวณใหม่ด้วย การจัดการแบบนี้ด้วยมือทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือการหลงลืมได้ง่าย

ผลคือ: บัญชีดูเหมือนมีกำไร แต่พอมีการคืนสินค้าปุ๊บก็แทบเหนื่อยฟรี

 

กรอบสามมิติ: วิธีคิดที่ทำให้กำไรชัดขึ้น

การคำนวณกำไรให้ชัดไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน หัวใจคือแยกดูออกเป็นสามมิติตามลำดับ
 

สูตรพื้นฐาน

  กำไร = รายได้ − ค่าธรรมเนียม − ต้นทุนสินค้า 

โดยรายได้ประกอบด้วย: ราคาขายสินค้า + ค่าจัดส่งที่ลูกค้าจ่าย + การสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียมประกอบด้วย: ค่าคอมมิชชั่น + ค่าธรรมเนียมการทำรายการ + ค่าบริการ + ค่าขนส่ง + ค่าการตลาด + การหักเมื่อคืนสินค้า
 

มิติที่ 1: ดูที่ออเดอร์ก่อน — ออเดอร์นี้กำไรหรือขาดทุน?

นี่คือระดับที่ละเอียดที่สุด คุณต้องรู้ในแต่ละออเดอร์ว่า:

รายได้จากออเดอร์นี้คือเท่าไหร่?

ค่าธรรมเนียมทุกรายการรวมกันคือเท่าไหร่?

ต้นทุนสินค้าในออเดอร์นี้คือเท่าไหร่?

ถ้าออเดอร์หนึ่งขาดทุน คุณต้องมองออกได้ว่าเกิดจากจุดไหน — ค่าขนส่งสูงเกิน? ค่าคอมมิชชั่นหักไปเยอะ? หรือต้นทุนสินค้าสูงเกินไปตั้งแต่แรก?

เมื่อรู้ข้อนี้ คุณจะรู้ว่า: ออเดอร์แบบไหนที่ไม่อยากรับอีกในอนาคต
 

มิติที่ 2: ดูที่ร้านค้า — ร้านไหนคือตัวทำกำไรหลัก?

รวมกำไรทุกออเดอร์ในร้านเดียวกันเข้าด้วยกัน และบวกค่าใช้จ่ายระดับร้าน เช่น ค่าโฆษณาและค่าเช่า จะเห็นภาพรวมความสามารถในการทำกำไรของแต่ละร้านได้

สิ่งที่มักค้นพบ:

ร้าน A ออเดอร์เยอะที่สุด แต่กำไรต่ำ — โครงสร้างค่าใช้จ่ายมีปัญหา

ร้าน B ออเดอร์ไม่มาก แต่อัตรากำไรดีมาก — บริหารค่าใช้จ่ายได้ดี

เมื่อรู้ข้อนี้ คุณจะรู้ว่า: ควรทุ่มแรงกับร้านไหนมากกว่า
 

มิติที่ 3: ดูที่สินค้า — สินค้าตัวไหนที่ควรลงทุนเพิ่ม?

กระจายค่าใช้จ่ายและต้นทุนลงไปยังแต่ละสินค้า จะคำนวณอัตรากำไรต่อสินค้าได้

สิ่งที่มักค้นพบ:

สินค้า A ขายดีที่สุด แต่อัตรากำไรบาง — หาเงินให้เหนื่อย

สินค้า B ขายไม่มาก แต่อัตรากำไรสูง — นี่คือตัวที่ควรโปรโมทหนักขึ้น

เมื่อรู้ข้อนี้ คุณจะรู้ว่า: สินค้าตัวไหนควรสั่งเพิ่ม ตัวไหนควรตัดออก

 

เมื่อรู้กรอบแล้ว ต้องการอะไรในการทำให้มันใช้งานได้จริง?

ในทางทฤษฎี ถ้ามีเวลาและทักษะ Excel ก็ทำเองได้ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าบริหาร 3 แพลตฟอร์ม แต่ละแพลตฟอร์มมี 2-3 ร้าน และออเดอร์วันละหลายร้อยรายการ การคำนวณด้วยมือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

สิ่งที่ต้องการคือ ระบบคำนวณกำไรอัตโนมัติ ที่:

✅ ดึงข้อมูลการชำระเงินจากแต่ละแพลตฟอร์มอัตโนมัติ ไม่ต้องดาวน์โหลดเอง

✅ จับคู่ออเดอร์กับค่าธรรมเนียมอัตโนมัติ รวบรวมค่าธรรมเนียมที่กระจายอยู่เข้าไปยังออเดอร์ที่เกี่ยวข้อง

✅ คำนวณต้นทุนสินค้าอัตโนมัติ โดยอิงจากต้นทุนที่คุณบันทึกไว้

✅ สร้างรายงานกำไรใน 3 มิติให้ดูได้ทุกเวลา


 

BigSeller รายงานกำไร: ทำได้ครบทั้ง 4 ข้อ

รายงานกำไร ของ BigSeller ดึงข้อมูลการชำระเงินจาก Shopee, Lazada, TikTok Shop โดยตรงผ่าน API รวมกับต้นทุนสินค้าที่คุณบันทึกไว้ แล้วคำนวณกำไรของทุกออเดอร์ ทุกร้านค้า และทุกสินค้าให้อัตโนมัติ พร้อมแสดงรายละเอียดค่าธรรมเนียมทุกรายการ

เข้าถึงได้ที่: รายงาน > รายงานกำไร
 

รายงานกำไรของคำสั่งซื้อ — มิติที่ 1

รายงานกำไรของคำสั่งซื้อ แสดงกำไรของแต่ละออเดอร์ รองรับ 4 แท็บ:

แท็บ

ข้อมูลที่แสดง

เทมเพลตทั่วไป

ภาพรวมออเดอร์ทุกแพลตฟอร์ม

Shopee

ค่าธรรมเนียมและกำไรตามรูปแบบ Shopee

TikTok

ค่าธรรมเนียมและกำไรตามรูปแบบ TikTok Shop

Lazada

ค่าธรรมเนียมและกำไรตามรูปแบบ Lazada

สำหรับออเดอร์ Lazada ระบบซิงค์ข้อมูลย้อนหลัง 30 วัน และรวมสถานะ Delivered, Return และ Lost & Damaged ไว้ด้วย ทำให้ติดตามผลกระทบจากการคืนสินค้าได้ชัดเจน
 

รายงานกำไรของร้านค้า — มิติที่ 2

รายงานกำไรของร้านค้า รวบรวมกำไรทุกออเดอร์มาแสดงในระดับร้านค้า ทำให้เห็นว่าร้านไหนสร้างกำไรจริงๆ เปรียบเทียบกันข้ามร้าน ข้ามแพลตฟอร์มได้ในหน้าเดียว
 

รายงานกำไรของสินค้า — มิติที่ 3

รายงานกำไรของสินค้า กระจายกำไรลงไปถึงระดับ SKU แต่ละตัว ทำให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนอัตรากำไรดีที่สุดจริงๆ ไม่ใช่แค่ขายดีที่สุด
 

ฟีเจอร์เพิ่มเติมที่ช่วยให้กำไรสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ค่าธรรมเนียมกำหนดเอง บันทึกค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้มาจากแพลตฟอร์มโดยตรง เช่น ค่าวัสดุแพ็คสินค้า ค่าเช่าออฟฟิศหรือคลังสินค้า ค่าโฆษณาที่จ่ายภายนอก เพื่อให้การคำนวณกำไรครอบคลุมต้นทุนทุกประเภท

การเพิ่มคอลัมน์ที่กำหนดเอง สร้างตัวชี้วัดที่ระบบไม่มีให้โดยตรง โดยเลือกหัวข้อที่มีอยู่มาสร้างสูตรคำนวณเอง ตัวอย่างเช่น:

อัตราคอมมิชชั่น = ค่าคอมมิชชั่น ÷ ยอดขาย × 100%

อัตรากำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ยอดขาย × 100%

ต้นทุนรวมต่อออเดอร์ = ต้นทุนสินค้า + ค่าธรรมเนียมทั้งหมด

รองรับการเพิ่มคอลัมน์กำหนดเองได้สูงสุด 10 คอลัมน์ ต่อแท็บ สูตรคำนวณรองรับสูงสุด 30 รายการ และแสดงผลได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ เก็บทศนิยม 2 ตำแหน่ง, เก็บเป็นจำนวนเต็ม, เปอร์เซ็น และ สกุลเงิน


เปรียบเทียบ: คำนวณกำไรด้วยมือ vs ใช้ BigSeller รายงานกำไร

มิติ

คำนวณด้วยมือ (Excel)

BigSeller รายงานกำไร

ดึงข้อมูลค่าธรรมเนียม

ดาวน์โหลดรายงานทีละแพลตฟอร์ม

อัตโนมัติจาก API ทุกแพลตฟอร์ม

รวมค่าธรรมเนียมเข้าออเดอร์

จับคู่ด้วยมือ เกิดข้อผิดพลาดได้

อัตโนมัติ รวบรวมทุกรายการ

คำนวณต้นทุนสินค้า

กรอกเองทีละออเดอร์

อิงจาก SKU Merchant ที่ตั้งค่าไว้

ดูกำไรระดับออเดอร์

ทำได้ แต่ใช้เวลานาน

เห็นทันทีในหน้ารายงานกำไรของคำสั่งซื้อ

ดูกำไรระดับร้านค้า

ต้องรวมและคำนวณเพิ่ม

เห็นทันทีในหน้ารายงานกำไรของร้านค้า

ดูกำไรระดับสินค้า

ยากมากถ้าออเดอร์เยอะ

เห็นทันทีในหน้ารายงานกำไรของสินค้า

บันทึกค่าใช้จ่ายออฟไลน์

บันทึกแยกต่างหาก

ค่าธรรมเนียมกำหนดเอง

ตัวชี้วัดเฉพาะทาง

เขียนสูตร Excel เอง

การเพิ่มคอลัมน์ที่กำหนดเอง

เวลาที่ใช้ต่อรอบ

2-3 วัน

เปิดหน้าดูได้ทันที




ใครควรใช้ฟีเจอร์รายงานกำไรของ BigSeller?

✅ ผู้ขายที่บริหาร 2 แพลตฟอร์มขึ้นไป พร้อมกัน
✅ ผู้ขายที่เคย "รู้สึก" ว่ากำไรแต่คำนวณไม่ออก
✅ ร้านที่มีสินค้าหลาย SKU และต้องการรู้ว่าตัวไหนคุ้มค่าสุด
✅ ทีมที่ใช้เวลากับการทำ Excel บัญชีมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์


 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: รายงานกำไรของ BigSeller ดึงข้อมูลค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มโดยตรงหรือไม่?
A: ใช่ BigSeller ดึงข้อมูลการชำระเงินจาก Shopee, Lazada, TikTok Shop ผ่าน API โดยตรง ไม่ต้องดาวน์โหลดรายงานเองและไม่ต้องกรอกข้อมูลด้วยมือ

 

Q: ต้นทุนสินค้าต้องกรอกเองหรือเปล่า?
A: ต้องตั้งค่าต้นทุนผ่าน SKU Merchant ก่อน หลังจากนั้นระบบจะนำต้นทุนไปคำนวณกำไรในทุกออเดอร์อัตโนมัติ ไม่ต้องกรอกซ้ำ

 

Q: ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้มาจากแพลตฟอร์ม เช่น ค่าแพ็คของหรือค่าเช่าคลัง บันทึกได้ไหม?
A: บันทึกได้ผ่าน ค่าธรรมเนียมกำหนดเอง ซึ่งสามารถกระจายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลงไปยังออเดอร์และสินค้าได้ ทำให้การคำนวณกำไรครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด

 

Q: อยากดูอัตรากำไร (%) ต้องทำอย่างไร?
A: ใช้ฟีเจอร์ การเพิ่มคอลัมน์ที่กำหนดเอง สร้างสูตร เช่น อัตรากำไร = กำไรสุทธิ ÷ ยอดขาย แล้วเลือกแสดงผลแบบ เปอร์เซ็น ระบบจะคำนวณและแสดงในตารางรายงานให้อัตโนมัติ

 

Q: รายงานกำไรรองรับกี่แพลตฟอร์ม?
A: รองรับ Shopee, Lazada, TikTok Shop เป็นหลัก โดยแท็บใน รายงานกำไรของคำสั่งซื้อ แยกตามแพลตฟอร์ม พร้อม เทมเพลตทั่วไป สำหรับดูภาพรวมทุกแพลตฟอร์มรวมกัน

 

Q: ออเดอร์ที่มีการคืนสินค้าคิดกำไรยังไง?
A: ระบบรวมสถานะ Return ไว้ในการคำนวณ โดยเฉพาะสำหรับ Lazada ที่รองรับสถานะ Delivered, Return และ Lost & Damaged ทำให้ตามกำไรหรือขาดทุนจากการคืนสินค้าได้ครบ


 

สรุป:

ขายพร้อมกันบน Shopee, Lazada, TikTok Shop — กำไรคำนวณยังไง?

คำตอบไม่ซับซ้อน: แยกดูออกเป็นสามมิติตามลำดับ — จากออเดอร์ → ร้านค้า → สินค้า

รู้ได้อย่างไรว่าร้านไหนกำไร สินค้าไหนคุ้ม?

รู้ได้เมื่อมีระบบที่รวบรวมข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์มและคำนวณให้อัตโนมัติ ไม่ใช่เมื่อทำ Excel เสร็จแล้ว

เมื่อกรอบสามมิตินี้ทำงานได้จริง คุณจะพบว่า: ไม่ใช่ทุกออเดอร์ที่ควรรับ ไม่ใช่ทุกร้านที่ควรลงทุน และไม่ใช่ทุกสินค้าขายดีที่ควรสั่งเพิ่ม

ทุ่มแรงกับสิ่งที่ทำกำไรจริง กำไรก็จะมาเอง

 


👉 อยากรู้ว่า BigSeller รายงานกำไรแสดงข้อมูลอะไรได้บ้างสำหรับร้านค้าของคุณ? ลงทะเบียนฟรีและเชื่อมต่อร้านค้า เพื่อดูรายงานกำไรจริงของร้านคุณก่อนตัดสินใจ ลงทะเบียนฟรี l นัดหมายอบรม 1:1
 

ผู้เขียน: Gloria
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซจาก BigSeller มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในตลาดประเทศไทย เคยดูแลลูกค้าในหมวดความงามและสุขภาพ รวมถึงแบรนด์ชั้นนำอย่าง Konvy เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้า การจัดการคำสั่งซื้อ และการใช้ระบบ ERP เพื่อช่วยผู้ขายเพิ่มยอดขายและลดขั้นตอนการทำงาน